Punk เกิดจากคนที่เบื่อดนตรีร็อกซึ่งเริ่มใหญ่ แพง และห่างจากคนดูมากขึ้นทุกที พวกเขาไม่ได้รอให้เล่นเก่งระดับมืออาชีพ ไม่ได้รอค่ายเพลง และไม่ได้คิดว่าทุกเพลงต้องยาวหลายนาที แค่มีเครื่องดนตรีไม่กี่ชิ้น มีเรื่องอยากพูด และหาที่เล่นได้ก็เริ่มวงกันแล้ว
พังก์จึงเป็นทั้งแนวเพลงและวิธีคิด เพลงส่วนใหญ่มาเร็ว ไปเร็ว และพูดตรง ส่วนเสื้อผ้าก็ใช้หลักเดียวกัน คือเอาของที่มีอยู่มาปรับให้เป็นแบบของตัวเอง เสื้อเก่าอาจกลายเป็นเสื้อวง แจ็กเก็ตธรรมดาอาจเต็มไปด้วยแพตช์และข้อความที่เจ้าของเย็บหรือเขียนเอง

ดนตรี Punk เริ่มต้นจากที่ไหน
พังก์ไม่ได้เกิดจากเมืองเดียวหรือวงเดียว ช่วงปลายทศวรรษ 1960 ถึงต้นทศวรรษ 1970 มีวงอย่าง The Stooges, MC5, The Velvet Underground และ New York Dolls เล่นร็อกที่ดิบและแปลกกว่าวงกระแสหลักอยู่ก่อนแล้ว วงเหล่านี้ยังไม่ใช่พังก์แบบที่คนส่วนใหญ่นึกถึงในวันนี้ แต่ช่วยเปิดทางให้คนรุ่นต่อมาเห็นว่าร็อกไม่จำเป็นต้องเรียบร้อย
กลางทศวรรษ 1970 ซีนเล็ก ๆ ในนิวยอร์กเริ่มชัดขึ้น คลับ CBGB กลายเป็นที่เล่นประจำของ Television, Patti Smith, Ramones, Blondie และ Talking Heads แต่ละวงมีเสียงต่างกันมาก สิ่งที่เหมือนกันคือพวกเขาเล่นในสถานที่เล็ก อยู่ใกล้คนดู และไม่พยายามทำตัวเหมือนวงร็อกสนามกีฬา
Ramones ทำให้ภาพของเพลงสั้น เร็ว และนับหนึ่งสองสามสี่ติดหูคนฟัง ส่วน Patti Smith นำบทกวีกับความคิดแบบศิลปินข้างถนนเข้ามา Richard Hell ใช้เสื้อขาด ผมยุ่ง และท่าทีที่ไม่สนความเนี้ยบเป็นส่วนหนึ่งของตัวตน ซีนนี้ทำให้คำว่า punk เริ่มหมายถึงดนตรีแบบใหม่ ไม่ใช่แค่คำเรียกวง garage rock รุ่นเก่า
พอแนวคิดเดินทางไปถึงลอนดอนในปี 1976 มันเจอกับบรรยากาศอีกแบบ อังกฤษตอนนั้นมีปัญหาเศรษฐกิจ คนหนุ่มสาวหางานยาก และหลายคนรู้สึกว่าอนาคตไม่มีอะไรให้หวัง Sex Pistols, The Clash, The Damned และ Buzzcocks จึงใช้เพลงพูดถึงความโกรธ ชนชั้น การเมือง และชีวิตที่อยู่ตรงหน้า จากซีนคลับเล็ก ๆ พังก์กลายเป็นข่าวใหญ่และเป็นวัฒนธรรมของวัยรุ่นในเวลาไม่นาน

ทำไมเพลง Punk ถึงสั้น เร็ว และดิบ
เพลงพังก์ยุคแรกมักใช้กีตาร์ เบส กลอง และเสียงร้องแบบตรงไปตรงมา คอร์ดไม่ซับซ้อนมาก จังหวะชัด และตัดส่วนที่ไม่จำเป็นออก เพลงบางเพลงยาวไม่ถึงสองนาที แต่มีท่อนที่จำได้ทันที ความสั้นทำให้เพลงเหมือนประโยคที่ตะโกนออกมาแล้วจบ ไม่ต้องอ้อมค้อม
ความดิบไม่ได้แปลว่านักดนตรีทุกคนเล่นไม่เป็น หลายวงตั้งใจให้เสียงสดเหมือนตอนอยู่หน้าเวที พวกเขาไม่อยากขัดทุกอย่างจนเนียน เพราะเสียงแตก เสียงห้อง และจังหวะที่เกือบหลุดทำให้เพลงมีชีวิต บางวงเล่นเร็วเพราะชอบความตื่นเต้น บางวงเล่นง่ายเพราะเพิ่งหัด และบางวงทำทั้งสองอย่างพร้อมกัน
เนื้อเพลงก็ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องใหญ่เสมอไป Ramones เขียนได้ทั้งเรื่องความเบื่อ ความสัมพันธ์ และหนังเกรดบี ขณะที่ The Clash พูดถึงชนชั้น การเหยียดเชื้อชาติ และการเมือง ต่อมา hardcore punk ทำให้จังหวะเร็วและหนักขึ้น ส่วน post-punk เลือกทดลองกับเสียงและโครงสร้างมากขึ้น พังก์จึงไม่เคยมีสูตรเดียวตั้งแต่แรก

DIY คือส่วนสำคัญของ Punk
คำว่า DIY หรือ Do It Yourself แปลตรง ๆ ว่า “ทำเอง” ในซีนพังก์มันหมายถึงการไม่รอให้บริษัทใหญ่จัดการทุกอย่างให้ วงสามารถเช่าห้องอัดราคาถูก ทำเทปหรือแผ่นเสียงจำนวนน้อย ตั้งค่ายเอง และโทรหาสถานที่เพื่อจัดคอนเสิร์ตเองได้
คนฟังก็มีส่วนร่วมมากกว่าซื้อตั๋วแล้วกลับบ้าน หลายคนทำ fanzine ด้วยกระดาษ กรรไกร กาว และเครื่องถ่ายเอกสาร บางคนวาดใบปลิว เปิดบ้านให้วงนอน หรือช่วยหารถไปเมืองถัดไป เครือข่ายเล็ก ๆ เหล่านี้ทำให้วงที่ไม่มีงบสามารถเดินทางข้ามเมืองและข้ามประเทศได้
งานทำมือมักมีรอยตัดเบี้ยว ตัวหนังสือไม่ตรง หรือเสียงบันทึกที่ไม่ใส แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ปัญหา มันบอกชัดว่างานถูกทำขึ้นจริงโดยคนในซีน แนวคิดนี้ยังอยู่มาถึงปัจจุบัน แม้หลายอย่างจะย้ายจากเทปกับกระดาษไปอยู่บนอินเทอร์เน็ตแล้วก็ตาม

การแต่งตัวแนว Punk มาจากอะไร
เสื้อผ้าพังก์เริ่มจากของที่หาได้ง่ายมากกว่าของราคาแพง แจ็กเก็ตหนังและรองเท้าบูตเดิมเป็นเสื้อผ้าที่ทน ใช้งานได้นาน และพบได้ตามร้านมือสอง กางเกงยีนส์ที่ขาดก็ซ่อมด้วยผ้าอีกชิ้น เข็มกลัดนิรภัยใช้ยึดรอยขาดก่อนจะกลายเป็นเครื่องประดับ
แพตช์วงดนตรี หมุด โซ่ และข้อความที่เขียนด้วยสีทำให้เสื้อแต่ละตัวไม่เหมือนกัน แจ็กเก็ตหนึ่งตัวอาจใช้เวลาหลายปีกว่าจะเต็ม เพราะเจ้าของค่อย ๆ เพิ่มชื่อวง สัญลักษณ์ หรือข้อความตามสิ่งที่ตัวเองสนใจ เสื้อผ้าจึงเป็นเหมือนสมุดบันทึกที่ใส่เดินไปไหนมาไหนได้
Vivienne Westwood กับ Malcolm McLaren มีส่วนสำคัญต่อภาพพังก์ในลอนดอน ร้านของทั้งคู่ขายเสื้อกราฟิก กางเกง bondage และเสื้อผ้าที่ตั้งใจท้าทายความสุภาพแบบเดิม แต่คนในซีนจำนวนมากไม่ได้ซื้อเสื้อจากร้านดัง พวกเขาใช้เสื้อเก่า ของทหาร ของมือสอง และสิ่งที่ทำเอง รูปแบบจึงเปลี่ยนไปตามเงิน เมือง และวงที่แต่ละคนฟัง
โมฮอว์ก ผมตั้ง และผมย้อมสีเริ่มเป็นภาพจำชัดขึ้นในช่วงพังก์รุ่นหลัง โดยเฉพาะ street punk และ UK82 แต่การเป็นพังก์ไม่ได้มีเครื่องแบบบังคับ หลายคนใส่แค่เสื้อวงกับกางเกงธรรมดา บางซีนแต่งเรียบมาก สิ่งที่สำคัญกว่าคือคนคนนั้นฟังอะไร ทำอะไร และมีส่วนร่วมกับชุมชนแบบไหน

Punk เปลี่ยนไปอย่างไรจนถึงปัจจุบัน
หลังคลื่นแรก พังก์แตกออกเป็นหลายทาง hardcore เร็วและหนักกว่าเดิม anarcho-punk พูดเรื่องการเมืองอย่างจริงจัง post-punk ทดลองกับเสียงใหม่ ส่วน street punk เก็บท่อนร้องแบบหมู่และภาพของพังก์ข้างถนนเอาไว้ ต่อมายังมี pop-punk, crust punk, queercore, riot grrrl และแนวย่อยอีกมาก
แต่ละเมืองนำพังก์ไปใช้ไม่เหมือนกัน ที่อินโดนีเซีย เม็กซิโก ญี่ปุ่น บราซิล หรือไทย คนในซีนไม่จำเป็นต้องทำตามลอนดอนหรือนิวยอร์กทุกอย่าง พวกเขาเขียนเพลงด้วยภาษาของตัวเอง พูดถึงปัญหาใกล้ตัว และสร้างพื้นที่ให้เข้ากับเมืองที่อาศัยอยู่
อินเทอร์เน็ตทำให้หาเพลงและติดต่อวงง่ายขึ้นมาก แต่หัวใจเดิมยังใช้ได้อยู่ คนหนึ่งคนยังเริ่มวงจากห้องซ้อมเล็ก ๆ ทำเสื้อเอง จัดงานในสถานที่ที่พอหาได้ และชวนเพื่อนมาช่วยกัน พังก์อยู่ต่อมาได้ไม่ใช่เพราะเสื้อหนังหรือทรงผมแบบใดแบบหนึ่ง แต่อยู่ได้เพราะมีคนรุ่นใหม่หยิบมันไปทำต่อในแบบของตัวเอง
Keywords: จุดกำเนิดดนตรี Punk, ประวัติ Punk, การแต่งตัวแนว Punk, Punk Fashion, Street Punk, Punk Rock, DIY Culture, UK Punk, New York Punk
แหล่งข้อมูล: The Metropolitan Museum of Art: PUNK – Chaos to Couture, Victoria and Albert Museum, Rock & Roll Hall of Fame และภาพจาก Wikimedia Commons – Punk fashion




